เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับทรัพยากรสนับสนุนที่เพียงพอต่อการเรียนทรัพยากรเหล่านี้อาจหมายรวมถึงครูและบุคลากรทางด้านการศึกษา สื่อการเรียนการสอนและความสมบูรณ์พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา แต่อย่างไรก็ดีทรัพยากรเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากต้นทุนแต่ต้องอาศัยรายจ่ายด้านการศึกษาในการจัดหาและจัดสรรไปยังผู้เรียนและสถานศึกษา ด้วยเหตุนี้การวิเคราะห์รายจ่าย ด้านการศึกษาของประเทศจึงช่วยให้เข้าใจได้ว่า ประเทศไทยได้ลงทุนด้านการศึกษาเพื่อเด็กไปแล้วมากน้อยเพียงไร ใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและสัดส่วนงบประมาณการลงทุนนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ หรือไม่
รายจ่ายเกือบเจ็ดแสนกว่าล้านบาทมาจากไหน?
จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายด้านการศึกษาแห่งชาติ (National Education Account: NEA) ชี้ใ้ห้เห็นว่า ในปี 2565 ประเทศไทยมีรายจ่ายด้านการศึกษารวมทั้งสิ้น 788,672 ล้านบาท ในรายจ่ายจำนวนนี้เป็นงบประมาณ จากภาครัฐบาล ถึง 561,556 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของรายจ่ายด้านการศึกษารวม โดยมาจากรัฐบาล ส่วนกลาง จำนวน 459,074 ล้านบาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 102,482 ล้านบาท ขณะที่แหล่งเงินนอกภาครัฐ (Non-state) ซึ่งรวม ภาคครัวเรือน ภาคเอกชน ภาคองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGOs) และเงินโอนจากต่างประเทศ มีการรายจ่ายด้านการศึกษากว่า 227,116 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของรายจ่ายด้านการศึกษารวม
| รายจ่ายด้านการศึกษารวม | รายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP | รายจ่ายด้านการศึกษา ต่อผู้เรียน | สัดส่วนรายจ่ายของ ภาครัฐ |
| 788,672 ล้านบาท | 4.5% | 64,820 บาท/คน/ปี | 71% |
เมื่อจำแนกรายละเอียดรายจ่ายจากแหล่งเงินนอกภาครัฐจะพบว่าภาระรายจ่ายทางการศึกษาส่วนใหญ่กว่า ร้อยละ 93 ยังคงตกอยู่ที่ภาคครัวเรือนเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งมีรายจ่าย 213,582 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของรายจ่ายด้านการศึกษารวม ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร(NGOs) และเงินโอนจากต่างประเทศ มีสัดส่วนรวมกันไม่ถึงร้อยละ 2 ของรายจ่ายทางการศึกษาทั้งหมด
ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่าแม้รัฐบาลจะเป็นแหล่งที่มาหลักของรายจ่ายทางการศึกษาของประเทศไทย แต่ไม่อาจละเลยความจริงที่ว่าครัวเรือนยังคงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญมากกว่าหน่วยอื่นๆของสังคม
เมื่อเทียบกับ GDP ไทยยังอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ย OECD
นอกจากภาพรวมรายจ่ายทางการศึกษาของประเทศแล้วประเด็นที่ชวนขบคิดคือสถานะของการลงทุนทางการศึกษาของประเทศไทยมีความคล้ายคลึงหรือแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ อย่างไร ซึ่งหนึ่งในวิธีการบ่งชี้สามารถทำได้โดยการเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยการลงทุนทางการศึกษากับกลุ่มประเทศ OECD ที่จะช่วยให้เห็นระดับการลงทุนด้านการศึกษาของไทยเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนมนุษย์
แผนภาพที่ 1 เปรียบเทียบรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ของประเทศไทยและกลุ่มประเทศ OECD

จากแผนภาพ ที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า หากพิจารณาสัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษากับอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจประเทศไทยมีสัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 4.5 ของ GDP ในปี 2565 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD จากรายงาน Education at a Glance ในปีเดียวกัน พบว่ากลุ่มประเทศสมาชิก OECD มีรายจ่ายทางการศึกษาเฉลี่ยร้อยละ 4.7 ของ GDP ในส่วนนี้พบว่า สัดส่วนรายจ่ายทางการศึกษาระหว่างไทยและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วดูไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญมากนัก
เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรปและเอเชีย พบว่า ไทยมีสัดส่วนการลงทุนทางการศึกษา สูงกว่าหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เยอรมนีที่ร้อยละ 4.4 ญี่ปุ่นและอิตาลีที่ร้อยละ 3.9 รวมถึงกลุ่มประเทศ EU25 ที่มีการลงทุนทางการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.2 แต่อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงลงทุนทางการศึกษาต่ำกว่าประเทศ ที่จัดสรรทรัพยากรการศึกษาในสัดส่วนสูง เช่น เกาหลีใต้ที่ร้อยละ 5.6 สหราชอาณาจักรที่ร้อยละ 6.1 และนอร์เวย์ที่ร้อยละ 6.2 ดังนั้น ในภาพรวม ประเทศไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ลงทุนทางการศึกษาต่ำ แต่ก็ยังห่างจากประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางการศึกษาในระดับสูง แผนภาพที่ 2 เปรียบเทียบรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ของประเทศต่างๆ ปี 2565 ที่จัดสรรทรัพยากรการศึกษาในสัดส่วนสูง เช่น เกาหลีใต้ที่ร้อยละ 5.6 สหราชอาณาจักรที่ร้อยละ 6.1 และนอร์เวย์ที่ร้อยละ 6.2 ดังนั้น ในภาพรวม ประเทศไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ลงทุนทางการศึกษาต่ำ แต่ก็ยังห่างจากประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางการศึกษาในระดับสูง
แผนภาพที่ 2 เปรียบเทียบรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ของประเทศต่างๆ ปี 2565

บทสรุป : ความเสี่ยงทางประชากรที่ประเทศไทยต้องเผชิญ กับการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา
อย่างไรก็ตามสัดส่วนงบประมาณการลงทุนทางการศึกษาอาจไม่ใช่เกณฑ์ที่กำหนดว่าประเทศไทยลงทุนทางการศึกษาเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะแต่ละประเทศอาจมีบริบทและยุทธศาสตร์นโยบายด้านการศึกษาที่แตกต่างกัน ซึ่งแม้สัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD แต่ช่องว่าง ดังกล่าว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากแผนภาพ ที่ 2 ชี้ว่า ในปี 2563 ประเทศไทยมีสัดส่วนรายจ่ายร้อยละ 5.05 ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่ร้อยละ 5.1 ช่องว่างระหว่างค่าเฉลี่ยห่างกันเพียงร้อยละ 0.05
แต่อย่างไรก็ตามช่องว่างดังกล่าวกลับขยับกว้างขึ้น โดยปรับเป็นร้อยละ 0.15 และร้อยละ 0.2 ในปี 2564 และปี 2565 ตามลำดับ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยกำลังลดลงเมื่อเทียบกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมีแนวโน้มเคลื่อนห่างจากระดับค่าเฉลี่ยของอัตราการลงทุนทางการศึกษาของประเทศ OECD มากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้รายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทยลดลง คือ จำนวนประชากรวัยเรียนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง[1] ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลในปี2569 พบว่า ประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงเหลือเพียง 1.16 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนทางประชากรขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาหลายรายการยังจัดสรรตามจำนวนผู้เรียน เมื่อจำนวนผู้เรียนลดลง วงเงินงบประมาณรวมที่รัฐจัดสรรจึงปรับลดตามสัดส่วนไปด้วย อย่างไรก็ตาม การลดลงของจำนวนประชากรวัยเรียนไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ลดรายจ่ายด้านการศึกษาเพื่อการนำไปใช้จ่ายด้านอื่น แต่หน่วยงานด้านนโยบายควรพิจารณาถึงโอกาสของประเทศไทยในการลงทุนด้านคุณภาพทางการศึกษาให้กับ กลุ่มผู้เรียนเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
ดังนั้นกล่าวโดยสรุปได้ว่า สัดส่วนรายจ่ายด้านการศึกษาของไทยต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงและขยับออกห่างจากค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD มากขึ้น เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังลงทุนด้านการศึกษาในสัดส่วนที่ลดลง หากงบประมาณยังลดลงตามจำนวนประชากรวัยเรียนเรื่อย ๆ ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ ในท้ายที่สุดนี้ จึงเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาระดับการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษาและควรเพิ่มระดับการลงทุนด้านการศึกษาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ โดยดำเนินการด้านนโยบายและคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการปรับโครงสร้างการจัดสรรทรัพยากรทั้งในรูปแบบตัวเงิน บุคลากร และสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรและนำไปสู่คุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาในที่สุด

