กลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมไทยคือกลุ่มคนที่มีรากเหง้า ตัวตน และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมร่วมกับเส้นทางของชาติมาอย่างยาวนาน ซึ่งตามนิยามของ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ได้ระบุว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” หมายถึงกลุ่มชาวไทยที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ถือกำเนิดและมีถิ่นฐานในประเทศไทย โดยมีอัตลักษณ์ที่สั่งสมผ่านวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณีร่วมกัน หรือมีความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสังคมไทย โดย พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้รับรองกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยจำนวน 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองฯ ดังกล่าว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน 7 ด้าน หนึ่งในนั้นคือ “สิทธิทางการศึกษา” โดยปรากฏในมาตรา 8 ความว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการจัดการศึกษาด้วยภาษาของตนเองที่เหมาะสมกับวิถีทางวัฒนธรรม ร่วมกับการศึกษาของรัฐทุกรูปแบบและทุกระดับ เพื่อให้บุคคลที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิถีปฏิบัติ และสามารถสืบทอดวัฒนธรรมและภาษาของตนเองได้ และรัฐพึงให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาดังกล่าว และในมาตรา 12 ที่ระบุว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐ และสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข
สถานการณ์การเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาภายใต้บริบทโรงเรียนขนาดเล็กของ สพฐ.
หากจะพิจารณาถึงสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะใน “กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง” ซึ่งจะขอกล่าวถึงเป็นกลุ่มหลักในบทความนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาถึงรูปแบบและสถานะของหน่วยให้บริการทางการศึกษาของรัฐที่ครอบคลุมที่สุด คือ โรงเรียนภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรงเรียนขนาดเล็ก” ซึ่งถือเป็นหน่วยบริการในการกระจายโอกาสทางการศึกษาไปยังพื้นที่ชายขอบจำนวนมาก
ทั้งนี้ โรงเรียนขนาดเล็กตามเกณฑ์ของ สพฐ. คือสถานศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ซึ่งจากข้อมูลสถิติในปีการศึกษา 2569 ที่สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาได้วิเคราะห์ไว้ พบว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนที่ตกอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าวมากถึง 16,235 แห่งทั่วประเทศ โดยสามารถจำแนกตามประเภทพื้นที่ได้เป็นโรงเรียนในพื้นที่ทั่วไปประมาณ 15,113 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 92.4) โรงเรียนบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร 747 แห่ง (ร้อยละ 4.6) โรงเรียนในพื้นที่มั่นคง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 324 แห่ง (ร้อยละ 2.0) และโรงเรียนในพื้นที่เกาะอีก 51 แห่ง (ร้อยละ 0.3)

โดยเมื่อพิจารณาที่โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดารจำนวน 747 แห่ง จะพบว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและจังหวัดที่ติดชายแดน อาทิ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูน อุตรดิตถ์ เลย และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างหนาแน่น โรงเรียนขนาดเล็กลักษณะนี้จึงทำหน้าที่เป็นภาพแทน (Representative) ที่ชัดเจนที่สุดของสถานศึกษาที่จะให้สิทธิด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์
อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ระบุว่า ในโรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่สูงทั้ง 747 แห่งนั้น มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งสิ้น 41,627 คน (อาจไม่ใช่กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด) โดยมีเยาวชนกลุ่มที่ตกอยู่ในเกณฑ์เปราะบางทางเศรษฐานะ หรือ “เด็กยากจนและยากจนพิเศษ” สูงถึงกว่า 25,000 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีนักเรียนที่เผชิญความยากลำบากในการเดินทางจนต้องอาศัยเป็น “เด็กพักนอน” ที่โรงเรียนราว 3,400 คน และเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือพิการอีกประมาณ 2,600 คน

ความท้าทาย 3 ประการของโรงเรียนขนาดเล็กที่กลายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์
ข้อมูลก่อนหน้านี้ได้ชี้ให้เห็นถึง “สภาวะความเปราะบางที่ซ้อนทับ” ที่เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ต้องแบกรับ กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้เผชิญเพียงอุปสรรคทางภูมิศาสตร์และการเข้าถึงสิทธิสถานะเท่านั้น แต่ยังเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ข้อจำกัดทางภาษา และสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงความท้าทายในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่ส่งผลต่อการเข้าถึงและคุณภาพการศึกษาของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์นั้น สามารถจำแนกออกเป็นความท้าทายอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่
1. วิกฤตคุณภาพจากภาวะ “ครูไม่ครบชั้น” และช่องว่างทางวัฒนธรรม
ตามกลไกการจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่กำหนดให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน จะได้รับการจัดสรรครูเพียง 1-4 คน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะ “ครูไม่ครบชั้น” โดยครูหนึ่งคนอาจจะต้องจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น (Multi-grade teaching) และรับผิดชอบสอนในรายวิชาที่ตนเองไม่ได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อให้ครบตามระดับชั้นที่อาจจะมีนักเรียนอยู่ตั้งแต่ ป.1-ป.6
นอกจากภาระงานสอนที่หนักหน่วงแล้ว ครูในโรงเรียนขนาดเล็กยังต้องแบกรับภาระงานธุรการ งานโภชนาการ และงานสนับสนุนอื่นๆ ทำให้เวลาในการเตรียมการสอนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้น ครูที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการในพื้นที่สูงมักเป็นครูบรรจุใหม่ที่ขาดความเข้าใจในบริบททางสังคมและ “ทักษะทางวัฒนธรรม” ที่จำเป็นในการทำความเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ เมื่อประกอบกับความยากลำบากในการดำรงชีวิตในพื้นที่ทุรกันดาร ครูส่วนใหญ่จึงมักยื่นเรื่องขอย้ายออกเมื่อปฏิบัติงานครบวาระ การหมุนเวียนของบุคลากรในอัตราที่สูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการพัฒนาผู้เรียน และยังทำให้โรงเรียนไม่สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับชุมชนได้
2. ความเหลื่อมล้ำจากสูตรจัดสรรงบประมาณแบบ “รายหัว”
ระบบการศึกษาไทยพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนโดยอิงตามจำนวนนักเรียนเป็นหลัก แม้แนวทางนี้จะดูเหมือนสร้างความเท่าเทียมในเชิงตัวเลข แต่แท้จริงแล้วกลับละเลยหลักการของ “ความเสมอภาค” (Equity) ตัวอย่างที่สะท้อนความล้มเหลวของโครงสร้างนี้คืองบประมาณค่าอาหารกลางวัน และเงินอุดหนุนอาหารเสริมหรือนมโรงเรียนในอัตราที่เท่ากันถ้วนหน้า
สูตรการจัดสรรนี้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยไม่ได้นำ “ต้นทุนแฝง” ที่เกิดจากความแตกต่างทางภูมิประเทศมาคำนวณร่วมด้วย โรงเรียนขนาดเล็กบนพื้นที่สูงต้องเผชิญกับค่าขนส่งที่สูงและค่าวัตถุดิบที่แพงกว่าในเขตเมือง และด้วยงบประมาณที่จำกัดจากจำนวนนักเรียนที่น้อย โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งจึงไม่อาจจัดหาอาหารที่มีคุณภาพตามหลักโภชนาการให้แก่เด็กๆ ได้เพียงพอ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งโรงเรียนมีขนาดเล็กและตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากเท่าใด ก็ยิ่งเสียเปรียบเชิงโครงสร้างมากเท่านั้น
3.ความเสี่ยงและผลกระทบจากการยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กต่อกลุ่มชาติพันธุ์
แม้ว่าแผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กระยะ 5 ปี (ปีการศึกษา 2569 – 2573) ของ สพฐ. จะมีข้อกำหนดชัดเจนให้โรงเรียนขนาดเล็กใน “พื้นที่ลักษณะพิเศษ” (เช่น พื้นที่สูง พื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ในโครงการพระราชดำริ) เป็นกลุ่มโรงเรียนที่ไม่สามารถควบรวมได้และต้องได้รับการพัฒนาคงสภาพไว้ แต่ผลกระทบจากนโยบายการยุบหรือควบรวมนี้จะตกไปอยู่กับเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์อีกจำนวนมากที่อาจจะไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่บนพื้นที่สูงแต่กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กอยู่เช่นกัน เช่น กลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบ ชายแดนทั่วไป หรือพื้นที่เกษตรกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ

ทั้งนี้ แม้ในแผนการควบรวมโรงเรียนตามแผนของ สพฐ. จะกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อรองรับการเรียนรวมไว้ เช่น ค่าพาหนะรับ-ส่งนักเรียน ค่าอาหารเช้า และค่าเบี้ยประกันการเดินทาง แต่ทว่าในความเป็นจริงสำหรับครอบครัวที่ยากจน การที่ลูกต้องเดินทางที่ไกลขึ้นย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่จะมีภาระค่าใช้จ่ายแฝงรายวันที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าโทรศัพท์มือถือหรือค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร เพื่อให้สามารถติดต่อลูกได้ในยามจำเป็น ซึ่งเป็นภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายรายเดือนที่อาจเพิ่มขึ้นมา รวมทั้งอาจจะมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ ที่เป็นต้นทุนแฝงเมื่อโรงเรียนยิ่งห่างไกลออกไปจากบ้านของเด็ก ๆ กระทั่งนำไปสู่การตัดสินใจให้เด็กกลุ่มนี้ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปอย่างน่าเสียดาย
บทสรุป
แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยรับรองสิทธิทางการศึกษาและเจตนารมณ์ในการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทว่าเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายแง่มุมเพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองได้เต็มตามศักยภาพ โดยเฉพาะความท้าทายที่ฝังรากลึกอยู่ในบริบทของ “โรงเรียนขนาดเล็ก” ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยบริการของรัฐที่ทำหน้าที่มอบโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้คน แต่กลับยังต้องติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ทั้งปัญหาการจัดสรรครู ครูไม่ครบชั้น ครูย้ายออก หรือการขาดแคลนงบประมาณจากสูตรจัดสรรแบบรายหัว ไปจนถึงความเสี่ยงจากการยุบหรือควบรวมโรงเรียนที่อาจสร้างภาระจนผลักเด็กออกจากระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว การบัญญัติสิทธิทางการศึกษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ในกฎหมายใด ๆ ก็ตาม ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่การจะก้าวข้ามความท้าทายเพื่อไปสู่การได้รับสิทธิดังกล่าวได้นั้น รัฐและทุกภาคส่วนจำเป็นต้องออกแบบนโยบายการศึกษาและจัดสรรทรัพยากรที่โอบรับความแตกต่างของผู้คน เช่น สูตรจัดสรรงบประมาณที่อิงตามความจำเป็นของโรงเรียนและพื้นที่ (Equity-based budget) การผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่นเพื่อสร้างครูที่เป็นดั่งนักพัฒนาของท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง รวมทั้งต้องออกแบบนโนบายการศึกษาที่ตอบสนองต่อข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้สิทธิทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ยังคงจะเข้าถึง (อย่างมีคุณภาพ) ได้ยากลำบากบนวิถีชีวิตผู้คน
รายการอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568. (2568). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 142 (61 ก) , หน้า 1-20.
- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2566). ตามติดชีวิตครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ก้าวแรกสู่สนามจริง บททดสอบครูนักพัฒนา. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/article-210823/
- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2569). กสศ. ชู “สูตรจัดสรรงบใหม่” ปิดช่องว่างโรงเรียนเล็ก–พื้นที่ห่างไกล แก้เหลื่อมล้ำตรงจุดตามขนาด ภูมิศาสตร์ ความยากจน. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/news-240426/
- กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.). (2569). กสศ. เปิดเวทีระดมข้อเสนอ เดินหน้า “ครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2” ปี 2569 ยกระดับการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพคืนสู่บ้านเกิด. สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/news-010925/
- ไทยพีบีเอส. (2566). แนะปฏิรูปงบฯการศึกษา ทุ่ม 770 ล้านบาท ช่วยนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล. The Active. สืบค้นจาก https://theactive.thaipbs.or.th/news/learning-education-20230529
- ไทยพีบีเอส. (2568). 420 เสียง สภาผู้แทนฯ ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ก้าวสำคัญรับรองสิทธิและวิถีวัฒนธรรม. สืบค้นจาก https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/gtcf80acf2wuyksna2bkutdt-420-
- ยูนิเซฟ ประเทศไทย. (2567). ก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษา นวัตกรรมเสริมศักยภาพการเรียนรู้นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์. สืบค้นจาก https://www.unicef.org/thailand/th/stories/ก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษา
- สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.). (2568). แผนบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ระยะ 5 ปี (ปีการศึกษา 2569 – 2573). สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
- กาญจนา ปลอดกรรม. (2566). ปักหมุดความเหลื่อมล้ำ แก้โจทย์โรงเรียนขนาดเล็ก. The101.world. สืบค้นจาก https://www.the101.world/inequality-in-small-school/

