จากนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับ ม.3 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 157,848 คน สู่ ว่าที่นักศึกษา จำนวน 20,358 คน ที่ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาต่อผ่าน TCAS69 เส้นทางของเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้จบลงเพียงการ “สอบติดมหาวิทยาลัย” เพราะยังมีคำถามว่า พวกเขาเลือกเรียนอะไร และต้องเดินทางไกลเพียงใดเพื่อไปถึงโอกาสที่เลือก
ข้อมูลจากฐานข้อมูล TCAS พบว่า มีนักเรียนอย่างน้อย 14,891 คน หรือ 73.14% ที่ต้องย้ายออกจากจังหวัดเดิม เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตัวเลขนี้ชวนให้เรามอง “โอกาสทางการศึกษา” ให้ไกลกว่าการมีที่เรียน และตั้งคำถามต่อว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสแล้ว พวกเขาสามารถเลือกและ ไปต่อบนเส้นทางที่ต้องการได้จริงหรือไม่
เส้นทางจากห้องเรียนสู่มหาวิทยาลัย
ในปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ระดับชั้น ม.3 จากการคัดกรองของ กสศ. จำนวน 157,848 คน สี่ปีต่อมา ในปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนกลุ่มนี้จำนวน 20,358 คน ที่ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS คิดเป็น 12.9% ของจำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่ศึกษาอยู่ระดับชั้น ม.3
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักเรียนที่เหลือไม่ได้ศึกษาต่อ เพราะนอกจากระบบ TCAS แล้ว ยังมีเส้นทางอื่น เช่น การสมัครเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ในระบบ TCAS หรือการศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพการเดินทางทางการศึกษาของนักเรียนกลุ่มนี้เท่านั้น
แม้เด็กกลุ่มนี้จะเดินทางมาถึงประตูมหาวิทยาลัยแล้ว แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า พวกเขาเลือกเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยผ่านเส้นทางใด และมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดอะไรอยู่เบื้องหลังเส้นทางเหล่านั้น

เส้นทางแรก: พวกเขาเข้ามหาวิทยาลัยผ่านทางไหน?
ใน TCAS69 รอบที่ 1 หรือ Portfolio เป็นเส้นทางที่นักเรียนกลุ่มนี้ยืนยันสิทธิ์มากที่สุด คิดเป็น 62.97% หรือเกือบ 2 ใน 3 ของผู้ยืนยันสิทธิ์ทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่มหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียงการสอบแข่งขันด้วยคะแนนสอบ แต่ยังมีเส้นทางที่เปิดให้นักเรียนได้นำเสนอผลงาน ความสามารถ และประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดช่วงการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการสมัคร
แต่การมีเส้นทางที่หลากหลาย ไม่ได้หมายความว่านักเรียนทุกคนจะมีต้นทุนในการเข้าถึงเส้นทางเหล่านั้นเท่ากัน สำหรับการเตรียม Portfolio อาจมีต้นทุนตั้งแต่การเข้าถึงกิจกรรม การสะสมผลงาน ค่าสมัครสอบและค่าเดินทาง ไปจนถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการสมัคร ซึ่งต้นทุนเหล่านี้อาจทำให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีข้อจำกัดในการสะสมผลงานและประสบการณ์ หรือไม่สามารถเข้าถึงกิจกรรมบางประเภทที่ใช้ประกอบการสมัครได้
เมื่อการมี Portfolio ที่พร้อมขึ้นอยู่กับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ความแตกต่างด้านเศรษฐฐานะ จึงอาจไม่ได้ส่งผลเพียงต่อ “ความพร้อมในการสมัคร” แต่ยังส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขันในรอบ Portfolio ด้วย
ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เด็กเลือกเข้ารอบไหนมากที่สุด?” แต่คือ “เด็กทุกคนมีโอกาสเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่แต่ละรอบอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่?”

เมื่อถึงเวลาต้องเลือก พวกเขาเลือกเรียนอะไร?
นักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ยืนยันสิทธิ์ผ่าน TCAS69 เลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาที่หลากหลาย ตั้งแต่ บริหารธุรกิจ การบัญชีและการจัดการ ศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ พยาบาลศาสตร์รัฐศาสตร์ และสาขาด้านสุขภาพโดยเกือบ 15% ของนักเรียนที่ยืนยันสิทธิ์เลือกศึกษาต่อในคณะบริหารธุรกิจ การบัญชีและการจัดการ เกือบ 11% เลือกเรียนคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ และเกือบ 10% เลือกเรียนมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นต้น
ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า นักเรียนกลุ่มนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่มีการเลือกเส้นทางการศึกษาที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเลือกคณะเพียงอย่างเดียวไม่อาจบอกได้ว่า อะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของเด็กแต่ละคน
คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงอาจเป็น “อะไรทำให้เด็กคนหนึ่งเลือกเรียนคณะนั้น?” การเลือกนั้นเกิดจากความสนใจและความถนัดของนักเรียนมากน้อยเพียงใด หรือมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นเข้ามามีส่วนกำหนดทางเลือกเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด? ยังเป็นคำถามที่ข้อมูลชุดนี้ไม่สามารถตอบได้โดยตรงและต้องวิเคราะห์กันต่อไป
เมื่อรู้แล้วว่านักเรียนกลุ่มนี้เลือกเรียนอะไร คำถามต่อมาคือ “พวกเขาต้องไปเรียนที่ไหน และมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ไกลจากบ้านแค่ไหน ”หนึ่งในสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้และควรศึกษาต่อคือ ระยะทางและต้นทุนของการเดินทางไปเรียนอาจมีส่วนต่อการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ เพราะการไปเรียนต่างจังหวัดอาจหมายถึงค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตที่เพิ่มขึ้น นักเรียนบางคนจึงอาจต้องพิจารณาทางเลือกที่สอดคล้องกับความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายของครอบครัว

ระยะทาง = ต้นทุนของโอกาสทางการศึกษา
จากข้อมูลการยืนยันสิทธิ์ พบว่ามีนักเรียนอย่างน้อย 14,891 คน หรือ 73.14% ต้องย้ายออกจากจังหวัดเดิมเพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัย ในจำนวนนี้ มี 51.61% ต้องย้ายข้ามจังหวัด แต่ยังอยู่ในภูมิภาคเดิม และ 21.53% ต้องย้ายข้ามภูมิภาค
สำหรับนักเรียนที่ต้องย้ายออกจากจังหวัดเดิม การได้เรียนมหาวิทยาลัยจึงอาจหมายถึงการออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคยและมีค่าใช้จ่ายใหม่ ๆ ที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนของการเรียนต่อไม่ได้มีเพียงค่าเล่าเรียน แต่ยังรวมถึง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายที่นักเรียนต้องเตรียมสำหรับการดำรงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพนี้คือ นักเรียนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีจำนวนผู้ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษามากที่สุดถึง 11,551 คน ในจำนวนนี้มี 80.92% เลือกเรียนต่อภายในภูมิภาคเดิม ขณะเดียวกันก็ยังมีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกเดินทางออกจากภูมิภาคบ้านเกิดเพื่อศึกษาต่อ
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า สำหรับนักเรียนบางคน การเข้าถึงมหาวิทยาลัยไม่ได้จบลงที่การมีสิทธิ์เลือกเรียน แต่ยังมีเงื่อนไขเรื่อง สถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและต้นทุนของการเดินทางไปถึงที่นั่น
ดังนั้น ระยะทางจึงเป็นอีกหนึ่งต้นทุนของโอกาสทางการศึกษา และเป็นอีกมิติที่ควรถูกนำมาพิจารณาเมื่อเราพูดถึงความเสมอภาคทางการศึกษา

เพราะระยะทางเป็นปัจจัยสำคัญ มหาวิทยาลัยในภูมิภาคจึงกลายเป็นทางเลือกของนักเรียน
มหาวิทยาลัยที่นักเรียนกลุ่มนี้ยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษามากที่สุดมีทั้งสถาบันการศึกษาจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมหาวิทยาลัยที่นักเรียนเลือกเป็นอันดับต้น ๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันพระบรมราชชนก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยพะเยา ตามลำดับ
รายชื่อเหล่านี้ทำให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยนอกกรุงเทพฯ และนอกศูนย์กลางการศึกษาขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการศึกษาของนักเรียนกลุ่มนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลสถานศึกษาที่นักเรียนเลือกควบคู่กับข้อมูลภูมิลำเนาของนักเรียน จึงเกิดคำถามว่า
“หากนักเรียนมีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยใกล้บ้านที่มีคุณภาพและมีทางเลือกของสาขาวิชามากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา และเพิ่มทางเลือกให้กับเด็กได้มากเพียงใด?”
เพราะความเสมอภาคทางการศึกษาอาจไม่ได้หมายถึงการทำให้เด็กทุกคนเดินทางไปยังศูนย์กลางเดียวกัน แต่อาจหมายถึงการทำให้ โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพกระจายอยู่ใกล้เด็กมากขึ้น
ในมุมนี้ มหาวิทยาลัยในภูมิภาคจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเรียนต่อ แต่ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้เด็กสามารถเลือกอนาคตของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมี “ระยะทาง” เป็นข้อจำกัดมากเกินไป

บทสรุป และความท้าทาย: จาก “สอบติด” สู่ “ไปต่อได้จริง”
ข้อมูลการยืนยันสิทธิ์ TCAS69 ทำให้เราเห็นนักเรียนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์กลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย พวกเขาเข้าสู่การศึกษาต่อผ่านเส้นทางที่หลากหลาย เลือกเรียนในสาขาที่แตกต่างกัน และบางคนต้องเดินทางออกจากจังหวัดหรือภูมิภาคบ้านเกิดเพื่อไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองเลือก
แต่สิ่งที่ข้อมูลกำลังบอกเราอาจไม่ใช่เพียงว่า “เด็กเหล่านี้สอบติดที่ไหน” หากยังชวนให้มองเห็นว่า เพื่อไปให้ถึงโอกาสทางการศึกษา นักเรียนคนหนึ่ง ๆ ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่ายหลายชั้น ตั้งแต่การเตรียมตัวสมัคร การเดินทาง ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตเมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัย เพราะระหว่าง “มีที่เรียน” กับ “เรียนจนสำเร็จ” ยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่เด็กแต่ละคนต้องเผชิญ
ดังนั้น เมื่อเด็กคนหนึ่งมาถึงประตูมหาวิทยาลัย คำถามสำคัญจึงไม่ควรจบที่ “เขาสอบติดหรือไม่?” แต่ควรถามต่อว่า “เขาสามารถไปต่อจนถึงปลายทางของการเป็นบัณฑิตได้จริงหรือไม่?”
ข้อมูล TCAS69 อาจเป็นเพียงหนึ่งจุดแวะในการติดตามเส้นทางของเด็กกลุ่มนี้ แต่เป็นจุดแวะที่ทำให้เราเห็นว่า เมื่อเด็กได้รับโอกาสแล้ว พวกเขากำลังใช้โอกาสนั้นเดินไปทางไหน
และคำถามต่อไปอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กไปถึงมหาวิทยาลัย แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้เด็กทุกคนสามารถไปถึงอนาคตที่ตัวเองเลือกได้จริง เพราะความเสมอภาคทางการศึกษาอาจไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเดินไปถึงจุดหมายเดียวกัน แต่อาจหมายถึงการทำให้ ไม่ว่าเด็กจะเกิดที่ไหน หรือเติบโตมาในครอบครัวที่มีข้อจำกัดเพียงใด เขายังคงมีสิทธิ์เลือกเส้นทางอนาคตของตัวเองได้
“ความเสมอภาคไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเดินไปถึงจุดหมายเดียวกัน แต่คือการทำให้เด็กทุกคนมีสิทธิ์เลือกเส้นทางอนาคตของตัวเอง”

