เมื่อกล่าวถึงปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กกลุ่มยากจน–ยากจนพิเศษ ปัจจัยสำคัญที่มักถูกพูดถึง ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ การเข้าถึงทรัพยากร และสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ส่งผลให้เด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบจากงานวิจัยและข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างของต้นทุนชีวิตไม่ได้เป็นอุปสรรคเดียวที่ขัดขวางให้เด็กที่มีข้อจำกัดไม่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา
หนึ่งในปัจจัยที่พบคือ “กรอบความคิดแบบเติบโต” หรือ “Growth Mindset”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลของฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ภายใต้สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) พบว่า หนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จทางการศึกษา ได้แก่ ปัจจัยด้านกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) และการตัดสินใจศึกษาต่อหรือยุติเส้นทางการศึกษาของผู้เรียน โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูล PISA 2022 พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มนักเรียนช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนอายุ 15 ปี ที่มีระดับเศรษฐฐานะอยู่ในกลุ่มร้อยละ 25 ล่างสุดของประเทศ แต่สามารถทำผลการประเมิน PISA วิชาคณิตศาสตร์ได้อยู่ในกลุ่มร้อยละ 25 บนสุด โดยนักเรียนกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 15 ของนักเรียนที่มีเศรษฐฐานะต่ำที่สุด

เมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงลึก พบว่าระดับกรอบความคิดแบบเติบโตเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มช้างเผือก (นักเรียนที่มีฐานะยากจนแต่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในกลุ่ม Q1) มีความต่างจากนักเรียนกลุ่มอื่นทั้งในกลุ่มที่มีเศรษฐฐานะใกล้เคียงกันและกลุ่มที่มีเศรษฐฐานะสูงกว่า กรอบความคิดดังกล่าวสะท้อนความเชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายามและการเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งตายตัวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า แม้นักเรียนจะมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่สามารถสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เด็กกลุ่มนี้เก่งกว่าคนอื่นอย่างไร” แต่คือ อะไรทำให้เด็กบางคนสามารถรับมือกับข้อจำกัดที่มีและยังเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม Growth Mindset ไม่ควรถูกมองว่าเป็นคำตอบเดียวที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางการศึกษาของเด็ก เพราะความเชื่อของเด็กเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากเด็กไม่มีคนคอยสนับสนุน ไม่มีข้อมูลที่จำเป็น ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสม หรือไม่มีระบบช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับปัญหา
การหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว
ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษามีหลายสาเหตุ ข้อค้นพบจากฐานข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout) จำนวน 6,740 คน ประมวลผลโดยฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ วสศ. พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหลุดจากระบบการศึกษามีทั้งปัญหาด้านเศรษฐฐานะ ปัญหาสุขภาพปัญหาสภาพแวดล้อม ปัญหาจากสถานศึกษา รวมถึงปัญหาเชิงความคิดและพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 52.5) ของสาเหตุหลัก คือ ปัญหาเชิงความคิดและพฤติกรรม เช่น การขาดแรงจูงใจในการเรียน รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น ไม่มีเงินหรือต้องช่วยทำงาน (ร้อยละ 23.1) รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านสุขภาพ เช่นพัฒนาการล่าช้า (ร้อยละ 10.6) รองลงมา ได้แก่ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เช่น อยู่ในกลุ่มที่เพื่อนไม่เรียน (ร้อยละ 7.3) และปัจจัยจากโรงเรียน เช่น โรงเรียนอยู่ไกลหรือการถูกบูลลี่ (ร้อยละ 6.5)
ในทำนองเดียวกัน ข้อค้นพบของ พร้อมพิไล บัวสุวรรณ และคณะ (2568) พบว่า แรงจูงใจภายใน การมองเห็นเป้าหมายทางการศึกษา และกรอบความคิดของนักเรียน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจคงอยู่หรือออกจากระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ นอกจากนี้งานวิจัยฉบับเดียวกันยังพบว่า ครูและสถานศึกษาเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อคุณลักษณะและทัศนคติของนักเรียนมากที่สุด รองลงมาคือพื้นฐานครอบครัว ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการสนับสนุนให้นักเรียนได้อยู่ในระบบการศึกษาทั้งด้านเศรษฐฐานนะ ทัศนคติของครอบครัว รวมถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว ขณะเดียวกัน ครูและสถานศึกษายังมีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายความสัมพันธ์และการสนับสนุนช่วยเหลือทางการศึกษาให้แก่นักเรียน
ดังนั้น แม้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จะเผชิญข้อจำกัดในระดับใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนจะมีเส้นทางเดียวกัน บางคนเลือกฟันฝ่าอุปสรรคและศึกษาต่อ ขณะที่บางคนตัดสินใจยุติเส้นทางการศึกษา ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยที่ตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบสนับสนุนที่อยู่รอบตัวผู้เรียน ทั้งครู โรงเรียน ครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กมองเห็นทางเลือกและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ระบบต้องช่วยกันดูแลเด็ก เมื่อครูแนะแนวมีไม่เพียงพอ
เมื่อกล่าวถึงระบบสนับสนุนเพื่อให้เด็กได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น “ระบบการแนะแนว” มักเป็นคำตอบแรกๆ ที่ถูกนึกถึงภาพคุ้นเคยของการทำงานในระบบนี้มักเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อ การเลือกคณะ การเลือกอาชีพ หรือการเตรียมตัวสอบ อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่กำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน การให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
เด็กบางคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเองสนใจอะไร บางคนยังไม่เห็นเป้าหมายของตัวเอง บางคนรู้ว่าต้องการเรียนต่อแต่ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร ขณะที่บางคนอาจต้องการเรียนต่อ แต่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ สุขภาพ หรือการเรียนที่ทำให้ไม่สามารถเดินไปตามแผนได้ ดังนั้น ระบบแนะแนวจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการ “บอกข้อมูล” แต่ต้องช่วยให้เด็กรู้จักตัวเอง เห็นทางเลือก วางแผน และได้รับการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคลากร ข้อมูลจากร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 นำเสนอให้เห็นว่า โรงเรียนในไทยมีเพียงร้อยละ 0.9 ที่มีบุคลากรแนะแนววิชาชีพโดยตรง เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่ร้อยละ 48.8 ขณะเดียวกัน โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนขยายโอกาสแทบไม่มีครูแนะแนวที่ตรงสาขาทำให้งานแนะแนวส่วนหนึ่งถูกมอบหมายให้ครูประจำชั้นหรือครูผู้สอนในรายวิชาอื่น ซึ่งครูกลุ่มนี้มีภาระงานสอนและงานอื่นอยู่แล้ว รวมถึงอาจไม่มีองค์ความรู้หรือเครื่องมือด้านการแนะแนวโดยตรงที่สามารถสนับสนุนหรือช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างเต็มที่
การแก้ปัญหานี้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนครูแนะแนวให้เพียงพอ แต่คือ การออกแบบระบบที่ทำให้ครูทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลและสนับสนุนเด็กได้ แม้ครูคนนั้นจะไม่ได้จบสาขาแนะแนวก็ตาม
ด้วยแนวคิดนี้ การแนะแนวจึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็น “ระบบดูแลและช่วยเหลือ” ที่มีหลายฝ่ายร่วมกันทำหน้าที่เพื่อสนับสนุนเด็กให้ได้ไปต่อหรือให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องเผชิญกับปัญหา
เปลี่ยนการแนะแนวเพื่อเลือกเส้นทางการเรียน สู่การแนะแนวเพื่อเลือกเส้นทางชีวิต
การปรับระบบแนะแนวไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเครื่องมือหรือกิจกรรมให้กับโรงเรียนมากขึ้น แต่คือการทบทวนว่า ระบบแนะแนวควรช่วยเด็กเรื่องอะไร และใครควรมีบทบาทใดบ้างในแต่ละเรื่อง
บทบาทของครูผู้สอนอาจเริ่มจากการรู้จักเด็กมากขึ้น สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง รับฟังปัญหา ชวนเด็กพูดถึงเป้าหมายและความสนใจของตนเอง รวมถึงมีแนวทางส่งเสริมให้เด็กพัฒนาตนเองและ Growth Mindset ตลอดจนรู้ว่าเมื่อใดควรส่งต่อเด็กให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ขณะที่ครูแนะแนวหรือผู้เชี่ยวชาญควรทำหน้าที่ในเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การให้คำปรึกษา การสำรวจความสนใจและศักยภาพ การวางแผนการศึกษาและอาชีพ รวมถึงการประสานความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งระบบที่ตอบโจทย์เด็กมากขึ้นควรช่วยให้เด็กสามารถ
- รู้จักตัวเอง เข้าใจความสนใจ ความถนัด ความต้องการ และข้อจำกัดของตนเอง
- เห็นทางเลือก รู้ว่ามีเส้นทางการศึกษาและอาชีพอะไรให้เลือก และแต่ละทางเลือกมีเงื่อนไขอย่างไร
- กำหนดเป้าหมาย เชื่อมโยงสิ่งที่สนใจกับเป้าหมายการเรียนรู้และเส้นทางชีวิตของตนเอง
- วางแผนและลงมือทำ สามารถวางแผนและปรับแผนของตนเองตามสถานการณ์
- ได้รับการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา เมื่อเกิดปัญหาที่เกินกว่าที่เด็กหรือครูจะจัดการได้ ระบบสามารถเชื่อมต่อไปยังครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดดังกล่าวทำให้การแนะแนวไม่ได้จบที่คำถามว่า “เรียนต่อที่ไหนดี” แต่ขยายไปสู่คำถามสำคัญ คือ “เด็กคนนี้จะเดินต่อบนเส้นทางชีวิตของตัวเองได้อย่างไร และเมื่อเจออุปสรรค ระบบแนะแนวจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”
นวัตกรรมเพื่อออกแบบ “ระบบแนะแนวและดูแลช่วยเหลือเด็ก”
จากปัญหาดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (วสศ.) จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมด้านระบบแนะแนวและดูแลช่วยเหลือเด็ก โดยมุ่งทดลองและออกแบบนวัตกรรมที่ไม่ได้มองการแนะแนวเป็นเพียงการให้ข้อมูล แต่เชื่อมโยงการรู้จักตนเองของเด็ก การพัฒนาทักษะและกรอบความคิด การสร้างเป้าหมาย ตลอดจนการดูแลช่วยเหลือเมื่อเด็กเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ผ่านโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหลายโครงการ ดังนี้
- โครงการบ่มเพาะนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปี 2568
วสศ. ได้ดำเนินโครงการบ่มเพาะนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ปี 2568 ในประเด็นการแนะแนวในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยมีเป้าหมายเพื่อทดลองใช้นวัตกรรมที่ช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจนักเรียนมากขึ้น มีเครื่องมือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และบทบาทในการแนะแนว รวมถึงเชื่อมโยงนักเรียนกับแหล่งทุนการศึกษาและโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน มุ่งให้นักเรียนค้นพบความถนัด มองเห็นเส้นทางการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ และไม่หลุดออกจากโอกาสทางการศึกษา
ภายใต้โครงการนี้ วสศ.ได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักพัฒนาหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ภายใต้ กสศ. และ RISE IMPACT ร่วมกับกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หลายกลุ่ม ได้แก่ We Space, a-chieve และ FamSkool โดยนำนวัตกรรมด้านการศึกษาจากทีมนวัตกรทั้ง 3 ทีม ไปทดลองใช้กับโรงเรียน 3 แห่ง มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 718 คน และครู 32 คน ในพื้นที่การดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน โดยนวัตกรแต่ละทีมต่างมีจุดเด่นในการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนี้
- We Space โดย บริษัท เอดไวซอรี่ เทค จำกัด พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนักเรียนที่ต้องการค้นหาตัวเอง ได้ทำความเข้าใจความชอบ ความถนัด ความสนใจด้านอาชีพไปพร้อมกับอัปเดตข้อมูลอาชีพใหม่ ๆ และกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาตัวเอง โดยพัฒนาแพลตฟอร์มให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่จังหวัดลำปาง ภายใต้ชื่อ ‘Lampang Space’
- a-chieve โดย บริษัท อาชีฟ โซเชียล เอนเทอไพรส์ จำกัด พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีกระบวนการออกแบบเส้นทางชีวิตของนักเรียน เพื่อให้รู้จักตัวเองชัดขึ้น เห็นทางเลือกอาชีพมากขึ้น และสามารถออกแบบทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองอย่างมั่นใจ รวมถึงมีเครื่องมือในการช่วยให้คุณครูสามารถทำการแนะแนวผู้เรียนได้อย่างตรงจุด
- FamSkool โดย บริษัท ไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาเครื่องมือกระบวนการเพื่อสร้างให้ทุกความสัมพันธ์สามารถจับต้องได้ โดยการเปิดมุมมอง ปรับกรอบความคิด และปลูกกิจกรรมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและโรงเรียน

ผลการทดลองใน 3 โรงเรียนตัวอย่างสะท้อนว่า นวัตกรรมการแนะแนวสามารถช่วยลดภาระการเตรียมงานของครูได้จริง ได้รับการตอบรับจากครูผู้ดูแลวิชาแนะแนว อีกทั้งยังสนับสนุนให้ครูสามารถดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ตรงจุด และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทำความเข้าใจตนเอง รวมถึงผู้เรียนได้เห็นทางเลือกด้านอาชีพที่มีความหลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากอาชีพที่มีอยู่ในชุมชนหรือกลุ่มอาชีพพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลการดำเนินโครงการโดยการนำแนวทางและนวัตกรรมของทีมนวัตกรไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในระดับพื้นที่โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลำปาง ลำพูน ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดเรื่องความสอดคล้องของนวัตกรรมกับบริบทของนักเรียน โดยเฉพาะนักเรียนในต่างจังหวัดและโรงเรียนขนาดกลางที่มีเส้นทางการศึกษาต่อแตกต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มอาชีพในแพลตฟอร์มมุ่งเน้นไปที่อาชีพสายวิชาการ ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มผู้เรียนที่มีความสนใจอาชีพด้านเกษตรกรรม หรือกลุ่มอาชีพนอกระบบ เช่น การรับจ้างทั่วไป รวมถึงข้อจำกัดด้านระยะเวลาและความเข้าใจของครูต่อเป้าหมายการแนะแนวในฐานะกระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ควรนำมาพัฒนาต่อยอดในการดำเนินงานระยะต่อไป
- การทดลองกระบวนการให้ข้อมูลและการให้คำแนะนำแบบกลุ่มเล็ก
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่อาจส่งผลให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสมีผลลัพธ์การเรียนรู้และอัตราการศึกษาต่ำกว่านักเรียนจากครัวเรือนที่มีเศรษฐฐานะดีกว่า คือ ความแตกต่างด้านการสนับสนุนจากผู้ปกครอง โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านอารมณ์ สังคม และข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาและอาชีพ นักเรียนจากครัวเรือนที่มีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจอาจเผชิญอุปสรรคจากการที่ผู้ปกครองขาดข้อมูล ประสบการณ์ และเวลาในการให้คำแนะนำ
วสศ. จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยโอซากา มหาวิทยาลัยทิลเบิร์ก RIPED มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการทดลองและประเมินผลมาตรการให้ข้อมูลและคำแนะนำแบบกลุ่มเล็ก โดยใช้การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียน 67 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีสัดส่วนนักเรียนยากจนในระดับสูง


การทดลองประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ (1) การนำเสนอข้อมูลแบบออนไลน์ (Webinar) เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษา การกู้ยืมเพื่อการศึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักเรียนตัวอย่างที่เคยได้รับทุนเสมอภาคหรือทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนเห็นความเป็นไปได้ของเส้นทางการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2569 และ (2) การให้คำแนะนำแบบกลุ่ม (Group Mentoring) กลุ่มละ 5 คน ทุก 3 สัปดาห์ ผ่านระบบออนไลน์ โดยนักศึกษาครูจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการเรียน ตลอดจนการวางแผนศึกษาต่อในอนาคต โดยดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2569 ถึงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ
- การพัฒนาเครื่องมือเพื่อส่งเสริมการค้นพบตัวเอง (Self-discovery)
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กสศ. พบว่า นักเรียนจากครัวเรือนยากจนหรือด้อยโอกาสอาจมีข้อจำกัดในการมองเห็นทางเลือกและจินตนาการถึงอนาคตของตนเอง โดยเฉพาะเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่อยู่นอกเหนือจากประสบการณ์ของครอบครัวและชุมชน ส่งผลให้การตั้งเป้าหมายและการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตมีข้อจำกัด แม้บางอาชีพจะมีความต้องการในตลาดแรงงานและสามารถสร้างโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนได้ก็ตาม
วสศ. ร่วมกับ บริษัทกสิกร แล็บส์ จำกัด ภายใต้ KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) และ MIT Media Lab พัฒนาเครื่องมือส่งเสริมการแนะแนว การตั้งเป้าหมาย และการค้นพบตัวเองผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในรูปแบบชุดแอปพลิเคชัน “สมุดฝัน” ซึ่งช่วยให้นักเรียนทบทวนความคิดและความเป็นไปได้เกี่ยวกับอนาคตของตนเองผ่านการจดบันทึกและคำถามรายวัน รวมถึงกิจกรรมการตั้งเป้าหมาย (Goal-setting) และ Future You ที่ช่วยให้นักเรียนมองเห็นตัวตนและเส้นทางอาชีพในอนาคตที่หลากหลาย ตลอดจนพัฒนาเป้าหมายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เครื่องมือดังกล่าวอยู่ระหว่างการทดลองร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจนในสัดส่วนสูง จำนวน 120 แห่ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค โดยดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูและการศึกษาวิธีนำเครื่องมือไปใช้ในห้องเรียนอย่างเหมาะสม คาดว่าจะดำเนินการทดลองและพัฒนาต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2570 ก่อนพิจารณาขยายการใช้งานในวงกว้างต่อไป
บทส่งท้าย: การแนะแนวที่ช่วยให้เด็กมีโอกาสเลือกและเดินต่อ
ปัญหาการหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดของตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโอกาส ข้อมูล ความสัมพันธ์ และระบบสนับสนุนที่อยู่รอบตัวเด็ก ดังนั้น การแนะแนวจึงควรเป็นมากกว่าการให้ข้อมูลเพื่อเลือกเรียนหรือเลือกอาชีพ แต่ต้องช่วยให้เด็กได้รู้จักตัวเอง มองเห็นความเป็นไปได้ กำหนดเป้าหมาย และได้รับความช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับอุปสรรค
การพัฒนาโครงการวิจัยข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดระบบการแนะแนวที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีแรงจูงใจในการเรียนและการวางแผนเส้นทางอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมทั้ง ด้านผู้เรียน (Demand-side) ผ่านการพัฒนาเครื่องมือและกิจกรรมแนะแนวที่ตอบสนองความต้องการและบริบทของผู้เรียน และ ด้านสถานศึกษาและครู (Supply-side) ผ่านการพัฒนากระบวนการและนวัตกรรมที่ช่วยให้ครูและสถานศึกษามีทรัพยากร ความรู้ และทักษะที่จำเป็นต่อการให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่คือการทำให้เด็กแต่ละคนมองเห็นเส้นทางของตัวเอง มีโอกาสเลือก และมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้สามารถไปต่อได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแนะแนวที่มีความหมายอาจไม่ใช่การบอกเด็กว่า “ควรไปทางไหน” แต่คือ การทำให้เด็กมีความสามารถที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง และได้รับการสนับสนุนเพื่อเดินต่อไปได้ หากเส้นทางนั้นไม่ง่าย
ดังนั้น การพัฒนาระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้เรียน จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งเครื่องมือและกระบวนการที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม ตลอดจนการสนับสนุนให้ครูและสถานศึกษามีบทบาทร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กทุกคนควรเดินไปในเส้นทางใด แต่คือการทำให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสมองเห็นและเลือกเส้นทางของตัวเองพร้อมมีระบบช่วยเหลือที่ทำให้สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความไม่แน่นอนในชีวิต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นำเสนอในบทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางระบบแนะแนวและดูแลช่วยเหลือผู้เรียน โดยเน้นข้อเสนอในระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องมือ กระบวนการ และระบบสนับสนุนให้ครูและสถานศึกษาสามารถดูแลและช่วยเหลือผู้เรียนได้มากขึ้น ขณะที่การสร้างระบบแนะแนวที่มีความต่อเนื่องยังต้องมองย้อนกลับไปถึง ต้นน้ำ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมและการพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรครู ตลอดจนการออกแบบระบบและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการแนะแนว ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่ชวนติดตามต่อในบทความถัดไป
เอกสารอ้างอิง
- พร้อมพิไล บัวสุวรรณ และคณะ. (2568). โครงการวิจัยเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ระดับอุดมศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ – วสศ https://wordpress-1686121-6770060.cloudwaysapps.com/research/educational-opportunities/
- ร่างกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14_ฉบับรับฟังความเห็น (5 ก.พ. 69).pdf https://drive.google.com/file/d/1bVCRcEJVjvZYdyJpScoPgwA1AevYHCE1/view
- เกี่ยวกับ Future You ‘Future You’ นวัตกรรมช่วยให้เด็กค้นพบตัวเอง มองเห็นเส้นทางชีวิต และเชื่อว่าทุกอนาคตเป็นไปได้ | กสศ. https://www.eef.or.th/news-020726/
- เกี่ยวกับ Future You ‘Future You’ เอไอผู้ช่วยครูแนะแนว ชวนเด็ก ๆ สำรวจตัวตน-ค้นหาเป้าหมาย-วางแผนชีวิต | กสศ. https://www.eef.or.th/article-100726/

